
งานวิจัยชิ้นหนึ่งให้วัยรุ่นชาวนอร์เวย์ 1,362 คนตอบคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับพ่อแม่ คำตอบจัดเป็นสี่มิติที่บอกเราว่าความอบอุ่นกับความเคร่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และสิ่งแรกที่หายไปจากบ้านที่พ่อแม่เหนื่อย คือการนั่งรับฟังลูก
ทบทวนล่าสุด 1 ก.ย. 2569
ผมเพิ่งอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งจบ แล้ววางหนังสือลงนิ่งๆ อยู่พักหนึ่งครับ ความจริงคือมันไม่มีอะไรดราม่าให้ตกใจเลย มีแค่แบบสอบถามสิบเจ็ดข้อ กับวัยรุ่นชาวนอร์เวย์หนึ่งพันสามร้อยหกสิบสองคน แต่พอปิดงานวิจัย สิ่งที่ค้างอยู่ในหัวผมไม่ใช่ตัวเลขสถิติ แล้วกลายเป็นคำถามสั้นๆ ที่แทงลึกมาก คือถ้าเป็นลูกผมที่นั่งตอบแบบสอบถามนี้ตอนอายุสิบหก เขาจะตอบออกมาเหมือนกับที่ผมคิดว่าเขาคิดอยู่ไหมนะครับ
แบบสอบถามพวกนี้ถามเรื่องง่ายๆ ที่เราแทบไม่เคยถามตัวเองเลยครับ ข้อหนึ่งบอกว่า "พ่อแม่ยอมรับผมในแบบที่ผมเป็น" อีกข้อถามว่า "ผมเล่าปัญหาของผมให้พ่อแม่ฟัง" กับอีกข้อที่ว่า "พ่อแม่เข้าใจผม" แล้วก็มีพวกคำถามเรื่องกฎระเบียบด้วย เช่นการกลับบ้านให้ตรงเวลา การทำการบ้าน หรือการที่พ่อแม่รู้ว่าเราไปไหนกับใคร นักวิจัยเอาคำตอบทั้งหมดมาจัดกลุ่มดูว่ามันซ้อนกันเป็นแบบแผนไหน ซึ่งผลที่ออกมานี่เองที่ทำให้ผมอ่านช้ากว่าปกติ
คำตอบของวัยรุ่นพวกนี้จัดได้เป็นสี่มิติครับ สองมิติแรกเป็นเรื่องคุ้นเคยดีสำหรับคนที่ตามอ่านงานวิจัยเรื่องนี้กันมานาน มิติแรกคือความอบอุ่นที่ลูกรู้สึกได้จริง ไม่ใช่ความรักที่เรามีในใจแล้วจบ แต่เป็นความรักที่แปลเป็นภาษาที่ลูกอ่านออก เป็นการเข้าใจ การรับฟัง การยอมรับลูกในแบบที่เขาเป็น มิติที่สองคือความเคร่งกับการติดตาม มีกฎเรื่องเวลากลับบ้าน เรื่องการเรียน เรื่องการช่วยงานบ้าน และการที่พ่อแม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหนกับใคร ซึ่งงานวิจัยเก่าๆ มักจัดกลุ่มพ่อแม่จากสองมิตินี้มาตลอดหลายสิบปี
แต่สองมิติที่โผล่ออกมาเองจากคำตอบของเด็กๆ นี่แหละที่น่าสนใจกว่าครับ มิติที่สามคือความรู้สึกว่าพ่อแม่เฉยเมย ไม่ค่อยคุยด้วย ไม่ค่อยช่วย ไม่รู้ไม่เห็นกับชีวิตของลูก ส่วนมิติที่สี่เป็นด้านตรงข้ามที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือความรู้สึกว่าพ่อแม่ปกป้องห่วงใยมากจนเกินเหตุ จนแทบจะเป็นการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของลูก คำถามในมิตินี้มีข้อหนึ่งที่ผมอ่านแล้วต้องหยุดคิดนานเลยครับ มันถามเด็กว่า "พ่อแม่ปกป้องผมมากเกินไป" เกินไปนี่ เป็นคำจากปากลูกโดยตรง ไม่ใช่คำตัดสินจากผู้ใหญ่
คนเป็นพ่อแม่หลายคนมักคิดว่าความอบอุ่นกับความเคร่งเป็นปากกาปลายเดียวกัน เลือกได้ข้างใดข้างหนึ่ง อย่างที่เรามักได้ยินว่าบ้านนี้อบอุ่นแบบปล่อยตามใจ บ้านโน้นเคร่งแบบเผด็จการ แต่ความจริงคือตัวเลขจากงานวิจัยชิ้นนี้บอกเป็นนัยๆ ว่าสองอย่างนี้เดินไปคนละทางครับ มันสัมพันธ์กันแค่ปานกลาง แปลเป็นภาษาบ้านๆ ก็คือเป็นได้ทั้งอบอุ่นและมีขอบเขตในเวลาเดียวกัน พ่อแม่ที่ลูกรู้สึกเข้าใจและไว้ใจ ก็เป็นพ่อแม่ที่ตั้งกฎเรื่องกลับบ้านตรงเวลาได้เหมือนกัน ที่ผมเคยเขียนเรื่องวินัยกับลูกวัยเล็กไว้ก่อนหน้านี้ ก็เจอภาพเดียวกันครับ ว่าความอ่อนโยนกับขอบเขตไม่เคยเป็นศัตรูกันเลย
เพราะงั้นถ้าเราเลิกมองว่าเป็นเส้นเดียวที่ต้องเลือกข้าง คำถามก็เปลี่ยนไปครับ จาก "เราควรอ่อนโยนหรือควรเคร่ง" กลายเป็น "ลูกรู้สึกได้ความอบอุ่นจากเราพอแล้วหรือยัง ในขณะที่เราดูแลเรื่องขอบเขตอยู่" และคำตอบของวัยรุ่นในงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ไปทางเดียวกันชัดเจน คือมิติที่แยกความต่างของบ้านหนึ่งกับบ้านหนึ่งออกจากกันได้มากที่สุด ไม่ใช่ความเคร่ง ไม่ใช่จำนวนกฎ แต่เป็นความอบอุ่นนั่นเองครับ กฎระเบียบมีอยู่ทุกบ้านแทบจะเท่ากันหมด แต่การที่ลูกเล่าปัญหาให้เราฟังได้ นั่นต่างหากที่เป็นของมีค่าที่หาได้ยากกว่า

เสียงร้องไห้ของลูกหน้าห้องเรียนวันแรก ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำร้ายลูก แต่คือหลักฐานว่าบ้านคือความปลอดภัยที่เขาผูกพันแน่นหนา และการเปิดโลกใบที่สองให้เขาคือก้าวธรรมชาติของการเติบโต
โดย ทีม DekHygge · คัญญา เขียน

ส่วนความเป็นห่วงเกินเหตุนี่ ผมขอพูดตรงๆ ตามสไตล์วิศวกรหน่อยครับ เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมเองมาก ความเคร่งกับการติดตามโดยรวมๆ คือการรู้ว่าลูกอยู่ไหน กลับบ้านกี่โมง เรียนหนังสือเป็นไง แต่ความห่วงเกินเหตุคือคนละเรื่องครับ มันคือการเข้าไปยุ่งกับทุกการตัดสินใจ ทุกกลุ่มเพื่อน ทุกแอปในมือถือ จนลูกรู้สึกว่าพื้นที่หายไป ที่น่าคิดคือสองอย่างนี้ในหัวพ่อแม่มักคล้ายกันจนแยกไม่ออก เพราะล้วนเกิดจากความรักทั้งคู่ แต่ในหัวลูกมันคล้ายกันไม่ได้เลยครับ หนึ่งคือการดูแล อีกหนึ่งคือการควบคุม
มีอีกเรื่องที่ผมอ่านแล้วเกือบจะข้ามไปเฉยๆ แต่กลับเป็นเรื่องที่ทำให้ผมนั่งนิ่งยาวที่สุดครับ วัยรุ่นที่บ้านมีรายได้ตึงตัวกว่า มักให้คะแนนความอบอุ่นของพ่อแม่ต่ำกว่าเพื่อน และพวกที่บอกว่าพ่อแม่เฉยเมยหรือห่วงเกินเหตุ ก็มักมาจากบ้านที่พ่อแม่มีการศึกษาน้อยกว่า ในขณะที่ความเคร่งกับจำนวนกฎไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าบ้านจะรวยหรือจน และนี่คือนอร์เวย์นะครับ ประเทศที่รัฐดูแลสวัสดิการไว้แน่นหนาที่สุดในโลกชุดหนึ่ง ก็ยังเห็นร่องรอยนี้อยู่
ผมไม่ได้จะเอามาบอกว่าใครเลี้ยงลูกดีกว่ากันนะครับ กลับกันเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมเห็นจากตัวเลขนี้คือความเมตตาครับ เพราะมันบอกว่าเมื่อพ่อแม่เหนื่อยกับการหาเช้ากินค่ำ กำลังใจที่เหลือไว้รับฟังลูกก็น้อยลงโดยที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ สิ่งแรกที่หายไปจากบ้านที่พ่อแม่ล้าเพลีย ไม่ใช่กฎระเบียบครับ กฎยังอยู่เหมือนเดิมเพราะมันสั่งได้ด้วยประโยคเดียว แต่การนั่งฟังลูกเล่าเรื่องโรงเรียนสิบนาที มันต้องใช้พลังงานที่หมดไปกับงานและความกังวลเรื่องเงินแล้ว เวลาอ่านมาถึงตรงนี้ ผมว่าอย่าเพิ่งโทษตัวเองเลยครับ ถ้าวันไหนเราแค่เหนื่อย นั่นไม่ใช่การเป็นพ่อแม่ที่แย่ มันคือการเป็นคนธรรมดาที่กำลังใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอยู่ครับ
เรื่องสุดท้ายที่อยากเล่าเป็นเวลาครับ งานวิจัยนี้ตามวัยรุ่นกลุ่มเดิมไปอีกสามปี แล้วพบว่าทุกอย่างลดลงพร้อมกันหมดเลย ทั้งความอบอุ่นที่รู้สึกได้ ทั้งความเคร่ง และแม้แต่ความห่วงเกินเหตุก็ค่อยๆ จางหายไปจากคำตอบของเด็กๆ ผมอ่านแล้วนึกถึงตัวเองตอนอายุสิบหกครับ ตอนนั้นผมตอบแบบสอบถามพวกนี้เกี่ยวกับพ่อผมคงได้คะแนนความเคร่งเต็มสิบเลย ส่วนเรื่องเล่าปัญหาให้พ่อฟังคงไม่ต้องพูดถึง เพราะบ้านเราเป็นบ้านวิศวกร คุยกันด้วยตารางเวลามากกว่าความรู้สึก แต่ตอนนี้พอผมเป็นพ่อเอง ผมกลับเข้าใจขึ้นมาทีละนิดว่า ตัวเลขที่ลดลงตามวัยนั้นไม่ได้แปลว่าพ่อแม่เลิกทำหน้าที่ มันแปลว่าลูกกำลังเดินออกจากบ้านไปสร้างโลกของตัวเอง แล้วคำถามเดียวที่เหลือคือ เวลาที่เขาหันกลับมา จะมีอะไรให้เขากลับมาหา
นักวิจัยคนหนึ่งเคยทำเรื่องที่ผมชอบมากครับ แทนที่จะถามพ่อแม่ว่าเป็นพ่อแม่แบบไหน เขาไปถามเด็กๆ ตรงๆ เลยว่าคิดยังไงกับพ่อแม่ของตัวเอง แล้วคำตอบที่ได้ก็ซื่อสัตย์กว่าที่ผู้ใหญ่คาดไว้เยอะ ผมเลยลองหยิบวิธีนี้มาใช้กับตัวเองครับ ตอนนี้ลูกผมยังเล็ก คำถามยังง่ายอยู่ แค่ถามว่าวันนี้เป็นไงบ้าง แล้วนั่งฟังให้จบโดยไม่รีบสอน แต่ผมตั้งใจว่าจะถามคำถามแบบเดิมนี้ให้ได้อีกตอนเขาอายุสิบสาม สิบหก เพราะถ้าวันหนึ่งลูกตอบว่าเขายอมรับตัวเองในแบบที่เขาเป็น และเขาเล่าปัญหาของเขาให้ผมฟังได้ ผมคิดว่าตัวเลขอื่นๆ ในชีวิตผมจะเป็นยังไงก็ได้ครับ
ลองนึกภาพตามผมนิดนึงครับ ค่ำๆ วันหนึ่งในอนาคต ผมกับลูกวัยรุ่นนั่งข้างกันบนโซฟาตัวเดิม มือถือทีละเครื่อง ไม่ต้องคุยอะไรกันใหญ่ มีแค่น้ำอุ่นสองแก้ววางอยู่ตรงหน้า แล้วลูกเอ่ยปากเล่าเรื่องบ้านโรงเรียนของเขาเอง โดยที่ผมไม่ต้องถามไถ่เหมือนสอบสวน ผมว่านั่นแหละครับ คือเป้าหมายที่แท้จริงของการเป็นพ่อ เงียบๆ ไม่มีอะไรเกรียงกราง แค่มีที่นั่งข้างๆ กันที่ยังอบอุ่นอยู่เสมอ
พอแค่นี้ก่อนครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านถึงตรงนี้กำลังเลี้ยงวัยรุ่นอยู่ และรู้สึกว่าช่วงนี้ลูกห่างเหิน อย่าเพิ่งใจหายนะครับ การนั่งอยู่ข้างๆ อย่างใจเย็นๆ ไว้ใจรอ ก็นับเป็นการเลี้ยงลูกวัยรุ่นอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ
งานวิจัยจากนอร์เวย์เก็บคำตอบจากวัยรุ่นจำนวนมากเรื่อง "พ่อแม่ของเราเป็นแบบไหน" แล้วพบว่าความอบอุ่นกับความเข้มงวดไม่ใช่ปลายสองข้างของเส้นเดียวกัน และแบบที่ลูกรับรู้ยังผูกกับทรัพยากรที่พ่อแม่มีในมืออีกด้วย
โดย ทีม DekHygge · พิชัย เขียน