
อดีตครูอนุบาลคนหนึ่งเล่าว่าวันที่เธอรู้ตัวว่าคำว่า 'เก่งมาก' ที่พูดวันละหลายสิบครั้ง คือคำตัดสินที่ห่อน้ำตาล และคำว่า 'แม่เห็นนะ' เปิดบทสนทนาที่คำชมเคยปิดไว้ ตามแนวคิดของเจสเปอร์ ยูล นักบำบัดครอบครัวชาวเดนมาร์ก
ทบทวนล่าสุด 1 ก.ย. 2569
กลางภาคเรียนปีหนึ่ง ฉันยืนอยู่หน้ามุมศิลปะของห้องอนุบาล มือเปื้อนสีกับคราบกาว แล้วได้ยินเสียงตัวเองพูดคำว่า "เก่งมาก" เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ค่ะ เด็กคนหนึ่งเดินมายื่นภาพต้นไม้ให้ดู อีกคนเอาบ้านดินน้ำมันมาวางตรงหน้า ฉันชมทุกชิ้นด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงจริงใจ เพราะรักเขาทั้งนั้นแหละ จนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ฉันหยุดคิด เธอเดินมาหาฉันเกือบสิบครั้งในชั่วโมงเดียว ถือกระดาษที่เพิ่งระบายเสร็จมาถามซ้ำๆ ว่า ครูคะ อันนี้สวยไหมคะ สวยพอไหมคะ
ทุกครั้งที่ฉันพยักหน้า เธอก็ยิ้มแล้ววิ่งกลับไปวาดต่อ แต่บางครั้งที่ฉันกำลังช่วยเด็กคนอื่นอยู่ เธอก็ยืนรอข้างโต๊ะเฉยๆ กระดาษในมือกำแน่น ๆ เหมือนคนถือใบสอบรอผลประกาศ ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจว่าภาพที่เห็นหมายถึงอะไร เพิ่งมาสะดุดใจตอนเลี้ยงลูกสองคนของตัวเองไปได้ครึ่งทาง แล้วไปเจอหนังสือของนักบำบัดครอบครัวชาวเดนมาร์กคนหนึ่ง เขาชื่อเจสเปอร์ ยูล
มีประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ฉันวางเล่มลงแล้วนั่งนิ่งไปพักใหญ่ ทำนองว่า การชมเชยคือคำตัดสินที่ห่อด้วยน้ำตาล ฟังดูแรงใช่ไหมคะ แต่เขาเล่าต่อว่าการชมไม่ได้มีมาพร้อมมนุษยชาติหรอก มันเพิ่งมาได้รับความนิยมตอนที่สังคมเริ่มเลิกใช้การดุด่าเป็นวิธีเลี้ยงลูก เราคิดว่าตัวเองย้ายจากขั้วรุนแรงมาอยู่ขั้วอ่อนโยนแล้ว แต่จริง ๆ เก้าอี้ผู้ตัดสินยังอยู่ที่เดิม แค่เปลี่ยนเสียงตวาดเป็นเสียงชมเท่านั้นเอง
ลองนึกภาพตอนลูกกินข้าวจนหมดจานแล้วเราพูดว่า เก่งมาก สักแวบมันคือคำชม แต่อีกแวบมันคือการให้คะแนนพฤติกรรม คำว่าเก่งแปลว่าวันนี้ผ่าน แล้วเมื่อวานที่กินไม่หมดล่ะ ผ่านไหม พรุ่งนี้ถ้ากินไม่หมดอีกล่ะ เด็กเล็กกว่าที่เราคิดเสมอค่ะ เขาแยกออกว่าคำเก่งมากของเราผูกอยู่กับการทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่พอใจ ไม่ได้ผูกกับตัวเขาในฐานะคนหนึ่งเลย
ที่ห้องเรียนเก่าของฉัน เด็กที่ชินกับคำชมจะค่อย ๆ เริ่มทำงานเพื่อรอคำตัดสิน วาดเสร็จหนึ่งภาพก็วิ่งมาถามว่าสวยไหม ประกอบบล็อกเสร็จชิ้นหนึ่งก็เอามายื่นทันที เหมือนคนงานที่รอหัวหน้าเซ็นรับงานทุกชิ้น หนังสือเล่มนั้นเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่ากลุ่มเด็กที่รับผิดชอบเกินตัว คือเด็กที่คอยอ่านสีหน้าผู้ใหญ่ตลอดเวลา แล้วปรับตัวเองให้ถูกใจคนรอบข้าง เขาเป็นเด็กดีในสายตาใครหลายคน แต่ข้างในเหนื่อยไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ทำงานหนักเลยค่ะ
เล่าแบบนี้ไม่ได้จะบอกว่าคุณแม่ที่ชมลูกทำผิดนะคะ ฉันเองพูดคำว่าเก่งมากมาทั้งชีวิตการเป็นครูและการเป็นแม่ ด้วยความรักล้วน ๆ ทั้งนั้น คำถามที่หนังสือเล่มนี้ทิ้งไว้ในใจฉันมีแค่เดียว คือถ้าไม่ใช่คำชม แล้วเราจะให้อะไรลูกแทน
คำตอบที่เจอเป็นคำที่ฟังดูเรียบ ๆ คือการยอมรับ อธิบายง่าย ๆ ก็คือแทนที่จะให้คะแนนผลงาน เราบอกลูกว่าเราเห็นสิ่งที่เขาทำ ลองเทียบดูนะคะ ลูกยื่นภาพวาดมาให้ดู เราอาจพูดว่า โอ้โห เก่งมาก วาดสวยมาก หรือเราอาจพูดว่า แม่เห็นนะ หนูใช้เวลากับต้นไม้ต้นนี้นานมาก ระบายสีทีละชั้นจนเต็มใบ ประโยคแรกคือคำตัดสิน ประโยคหลังคือการเห็น คำพูดที่เห็นไม่ได้บอกว่าภาพนั้นสวยหรือไม่สวย แต่มันบอกอะไรที่ลึกกว่านั้น คือตัวหนูกับความตั้งใจของหนูมีอยู่จริง และแม่เห็นมัน
หนังสือแยกให้ฟังถึงสองสิ่งที่เรามักปนกัน ความมั่นใจในตัวเองกับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ความมั่นใจเกิดจากการลงมือทำ ลูกปีนบันไดเองได้ ผูกเชือกรองเท้าเอาได้ ทำบ่อย ๆ ก็ค่อยเชื่อว่าตัวเองทำได้ อันนี้เราสร้างให้ลูกไม่ได้ เขาต้องสะสมเองผ่านมือของเขา แต่ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเป็นอีกเรื่องนึง มันคือความเชื่อว่าแม้วันที่เราพลาด เราก็ยังเป็นคนที่มีค่า ไม่ตกคะแนนในสายตาคนที่เรารัก เจสเปอร์ ยูลบอกว่าสิ่งนี้ไม่ได้งอกจากคำชม แต่งอกจากการถูกเห็นและถูกยอมรับในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้

เสียงร้องไห้ของลูกหน้าห้องเรียนวันแรก ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำร้ายลูก แต่คือหลักฐานว่าบ้านคือความปลอดภัยที่เขาผูกพันแน่นหนา และการเปิดโลกใบที่สองให้เขาคือก้าวธรรมชาติของการเติบโต
โดย ทีม DekHygge · คัญญา เขียน

แนวคิดเรื่องคำชมนี้จริง ๆ แล้วเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของมุมมองที่กว้างกว่านั้นในหนังสือเล่มเดียวกัน ที่ว่าด้วยการเลือกมองลูกเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับเรา ไม่ใช่โปรเจกต์ที่รอผู้ใหญ่มานับคะแนน ใครอยากอ่านแนวคิดตรงนั้นแบบเต็ม ๆ ลองเปิดเรื่องลูกกับศักดิ์ศรีที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ดูนะคะ ฉันว่ามันเชื่อมกับเรื่องคำชมโดยตรงทีเดียว
ฉันได้ลองใช้จริงกับลูกสาวตอนเธออยู่ ก.๔ หลังจากอ่านหนังสือจบได้ไม่กี่วัน เธอวาดรูปบ้านกับแมวมายื่นให้ดูตอนเย็น ปกติฉันจะพูดว่าสวยมากลูก วาดเก่งจัง แล้วเรื่องก็จบจบ วันนั้นฉันเปลี่ยนไปนั่งลงระดับเดียวกับเธอ แล้วบอกว่า แม่เห็นตัวแมวตัวนี้นะ หนูวาดขนครบทั้งตัวเลย แล้วหนูชอบรูปนี้ตรงไหนลูก สิ่งที่ตามมาทำให้ฉันแปลกใจมาก เธอนั่งเล่าให้ฟังเกือบสิบนาที เล่าว่าแมวตัวนี้คือแมวที่เธอเจอที่สนาม บ้านหลังนี้มีห้องใต้หลังคาไว้รับแมวจรจัดอีกหลายตัว สีส้มอันนี้เธอผสมเองจากสองสี คำชมหนึ่งประโยคเคยปิดบทสนทนานี้มาตลอด แต่การบอกว่าแม่เห็นกลับเปิดมันออก
แม่หลายคนอาจคิดว่า เก่งมากมันมีคำเดียว แล้วจะเอาอะไรไปพูดแทนได้บ้าง จริง ๆ ไม่ต้องจำสูตรไหนเลยค่ะ แค่ถามใจตัวเองทุกครั้งว่าเรากำลังให้คะแนน หรือกำลังเห็น ลูกเดินขึ้นบันไดเองได้เป็นครั้งแรก เราอาจพูดสิ่งที่ตาเห็น หนูขึ้นเองได้แล้วนะเนี่ย น้ำเสียงตื่นเต้นนั่นแทบไม่ต้องเก็บอยู่แล้ว ลูกเอางานปั้นหรือการบ้านมาให้ดู เราอาจถามเรื่องของเขาแทน หนูชอบทำส่วนไหนที่สุด ตรงไหนยากที่สุด หรือบางครั้งก็แค่บอกความรู้สึกของเราตามจริง แม่ดูแล้วดีใจแทนเลยนะ ทั้งหมดนี้คือการเห็น ไม่ใช่การให้คะแนน
มีคำถามหนึ่งที่ฉันเจอบ่อยมากตอนเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนแม่ฟัง แล้วถ้าเลิกชม ลูกจะมีกำลังใจทำอะไรต่อไปไหม ฉันเข้าใจความกังวลนั้นดีค่ะ เพราะเราโตมากับระบบที่ต้องรอใครสักคนตัดสินก่อน ถึงจะรู้ว่าตัวเองทำได้ดี แต่สิ่งที่ฉันเจอจริงทั้งในห้องเรียนและที่บ้านมันตรงกันข้าม ลูกที่ไม่ต้องรอคำตัดสินกลับกล้าลองมากกว่า เพราะพลาดแล้วไม่มีอะไรต้องเสีย แถมการเลิกพึ่งคำชมก็ไม่ได้แปลว่าบ้านจะไม่มีเส้นแบ่งนะคะ บ้านที่อบอุ่นยังคงมีขอบเขตชัดเจนได้อยู่ดี แค่เรายึดเส้นแบ่งด้วยความเคารพ ไม่ใช่ด้วยการให้คะแนน ใครสนใจว่าเส้นแบ่งแบบนี้หน้าตาเป็นยังไงในสนามจริง ลองไปอ่านเรื่องวันที่ลูกอาละวาดกลางห้างดูนะคะ
อีกเรื่องที่อยากย้ำ คือเราไม่ได้ต้องกลายเป็นคนหน้านิ่ง เงียบขรึม รอฟังจนจบแบบผ่านพิธี ความดีใจที่พุ่งขึ้นมาเวลาเห็นลูกทำอะไรสำเร็จมันของจริง และลูกรู้ว่ามันของจริง สิ่งที่ต่างคือเราแบ่งปันความดีใจกับเขาแบบคนต่อคน ว่า ฉันดีใจด้วย ดีใจมากเลยนะ แทนที่จะประกาศผลว่า สวยมาก เก่งมาก ผ่านเกณฑ์ ความดีใจที่แบ่งกันไม่ทำให้ใครต้องขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ผู้ตัดสิน มันแค่ทำให้สองคนอยู่ใกล้กันมากขึ้น
ปีสุดท้ายที่ฉันยังสอนอยู่ ก่อนย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ ฉันได้ลองเอาสิ่งที่อ่านไปใช้ในห้องเรียนจริง ๆ ตอนแรกก็เผลอพูด เก่งมาก อยู่ดีนะคะ ของเก่ามันติดปาก แต่ค่อย ๆ น้อยลงเรื่อย ๆ แล้วมุมศิลปะก็เริ่มเงียบขึ้นอย่างดีงาม เด็ก ๆ จมอยู่กับงานของตัวเองนานขึ้น เสียงวิ่งมาถามว่าสวยไหมก็ถี่น้อยลง จนวันหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนที่เล่าให้ฟังตอนต้น ๆ เธอวาดเสร็จแล้วเดินมาวางกระดาษไว้ข้าง ๆ ฉัน บอกสั้น ๆ ว่า ครู หนูวาดเสร็จแล้วนะ น้ำเสียงเธอไม่ใช่เสียงคนรอคำตัดสินเลย เหมือนเสียงคนมาบอกข่าวดีให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง แล้วเธอก็วิ่งกลับไปเป่าบอลลูนใบที่สามของเธอต่อ
จนถึงวันนี้ฉันก็ยังพูดคำว่าเก่งมากอยู่เป็นระยะนะคะ ไม่ได้เลิกขาด แค่รู้ตัวมากขึ้นว่าเมื่อไหร่กำลังให้คะแนน เมื่อไหร่กำลังเห็น และช่วงที่ฉันช้าลงนิดเพื่อเห็นเขาจริง ๆ มักมีอะไรดี ๆ ตามมาเสมอ ลองดูสักคืนนะคะ คืนที่ลูกยื่นอะไรมาให้ดู ลองถามเขาว่าชอบตรงไหน แล้วนั่งฟังเขาเล่า เผื่อแม่จะได้ยินเรื่องราวที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนดี ดูแลตัวเองด้วยนะคะ แล้วไว้ฉันมาเล่าใหม่
งานวิจัยจากนอร์เวย์เก็บคำตอบจากวัยรุ่นจำนวนมากเรื่อง "พ่อแม่ของเราเป็นแบบไหน" แล้วพบว่าความอบอุ่นกับความเข้มงวดไม่ใช่ปลายสองข้างของเส้นเดียวกัน และแบบที่ลูกรับรู้ยังผูกกับทรัพยากรที่พ่อแม่มีในมืออีกด้วย
โดย ทีม DekHygge · พิชัย เขียน