
เมื่อเสียงร้องไห้กลางดึกทำให้แม่รู้สึกผิด ลองมาทำความเข้าใจเรื่องการฝึกลูกนอนผ่านมุมมองวิทยาศาสตร์และประสบการณ์ของย่ากันนะจ้ะ
ทบทวนล่าสุด 27 มิ.ย. 2569
เคยได้ยินไหมจ้ะ ว่าเสียงร้องไห้ของเด็กตอนกลางคืนเนี่ย มันเหมือนเข็มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงใจคนเป็นแม่ให้เจ็บแปลบขึ้นมาทันที
ย่าจำได้ดีเลยล่ะ ตอนที่เลี้ยงหลานคนแรกใหม่ๆ พอนอนไปได้ไม่เท่าไหร่ เสียงร้องไห้จ้าก็ดังขึ้นมากลางดึก ย่านั่งจ้องหน้าลูกหลานที่กำลังร้องไห้ ใจหนึ่งก็อยากจะอุ้มขึ้นมาปลอบ อีกใจหนึ่งก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ ความรู้สึกผิดมันตีรวนอยู่ในอกไปหมด ว่าเราทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดีพอหรือเปล่า หรือเรากำลังปล่อยให้เขาเผชิญความลำบากอยู่คนเดียว
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะจ้ะ พ่อแม่หลายคนก็เป็นเหมือนกัน มันเป็นความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่อธิบายยากจริงๆ เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เราทนฟังเสียงเขาร้องไม่ได้เลย
แต่ลูกรู้ไหมจ้ะ ว่าการที่เด็กๆ ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มเนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสบายของพ่อแม่นะ แต่มันสำคัญต่อสมองของเจ้าตัวเล็กมากๆ เลยล่ะ
สมัยก่อนย่าอาจจะคิดว่าแค่ให้เขานอนๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็โต แต่เดี๋ยวนี้หมอเขาบอกว่าการนอนคือช่วงเวลาที่สมองของเด็กกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเลยนะจ้ะ ถ้าเขานอนไม่พอ สมองก็อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร
พอพูดถึงเรื่องการนอน หลายคนก็คงเคยได้ยินคำว่า "Sleep Training" หรือการฝึกลูกนอนกันมาบ้างใช่ไหมจ้ะ บางคนฟังแล้วก็อาจจะรู้สึกกลัว หรือรู้สึกว่ามันดูใจร้ายจังเลยที่ต้องปล่อยให้ลูกร้อง
ย่าอยากจะบอกว่า เรื่องนี้มันมีหลายวิธีและมีหลายมุมมองนะจ้ะ ไม่ได้มีแค่การปล่อยให้เขาร้องจนหลับไปเองอย่างเดียวหรอก
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเรื่องนี้มานานเลยนะจ้ะ เขาพบว่าวิธีการที่เรียกว่า "Extinction" หรือการปล่อยให้เขาร้องโดยที่เราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงนั้น ให้ผลลัพธ์ที่ดีในการช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นจริง
แต่ก็มีวิธีที่นุ่มนวลกว่านั้น อย่าง "Graduated Extinction" ที่เราจะค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการเข้าไปดูเขาให้นานขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าหายไปเลยทันที หรือบางคนก็ใช้วิธีที่เรียกว่า "Extinction with Parental Presence" คือเรายังอยู่ในห้องนั่นแหละ แต่ปล่อยให้เขาเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ด้วยตัวเอง
ลูกไม่ต้องตกใจนะจ้ะ ผลการศึกษาบอกว่าวิธีเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้เขานอนดีขึ้นในระยะสั้น แต่มันส่งผลดีต่อเนื่องไปเป็นปีๆ เลยล่ะ เหมือนเป็นการช่วยให้เขารู้จักวิธีจัดการกับการนอนของตัวเองตั้งแต่วันที่เขายังเล็ก
แต่ย่าก็เข้าใจนะจ้ะ ว่าต่อให้มีงานวิจัยมายืนยันแค่ไหน ความรู้สึกผิดในใจแม่ก็ยังทำงานอยู่ดี เหมือนที่มีเรื่องเล่าของแม่คนหนึ่งที่ทนฟังเสียงลูกร้องไม่ได้เลย จนต้องหนีไปนอนที่ห้องทำงานข้างล่าง เพราะทนความเจ็บปวดในใจไม่ไหว
มันเป็นเรื่องธรรมดามากจ้ะที่แต่ละบ้านจะมีวิธีที่ไม่เหมือนกัน บางบ้านอาจจะใช้วิธีนี้ บางบ้านอาจจะใช้วิธีนั้น และไม่มีใครผิดหรอกจ้ะ เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่การปล่อยให้ลูกขาดความต้องการพื้นฐานนะ
การฝึกนอนไม่ใช่การปล่อยให้ลูกหิวหรือปล่อยให้ผ้าอ้อมเต็มนะจ๊ะลูก แต่คือการสอนให้เขารู้จักหลับด้วยตัวเองหลังจากที่ความต้องการทางกายของเขาได้รับการตอบสนองแล้วต่างหาก
แล้วเราควรจะเริ่มตอนไหนดีล่ะ? เรื่องนี้ก็ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนกันนะจ้ะ
ย่าเคยอ่านเจอว่า ช่วงอายุประมาณ 4 ถึง 15 เดือน เป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่เริ่มฝึกกัน แต่ลูกต้องเข้าใจก่อนนะว่า เป้าหมายของการฝึกในแต่ละช่วงวัยมันไม่เหมือนกัน
ถ้าลูกมีเจ้าตัวเล็กอายุแค่ 2-3 เดือน อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าเขาจะนอนยาว 12 ชั่วโมงรวดนะจ๊ะ เพราะร่างกายเขายังต้องการนมอยู่บ่อยๆ เป้าหมายในช่วงนี้อาจจะเป็นแค่การฝึกให้เขาเริ่มหลับได้ด้วยตัวเองในช่วงเริ่มนอนคืนแรกเท่านั้นเอง
แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กเริ่มโตขึ้นมาหน่อยสัก 10-11 เดือนแล้ว เป้าหมายก็จะเปลี่ยนไป เป็นการฝึกให้เขานอนยาวได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องตื่นมาทานนมกลางดึก ซึ่งมันจะต่างจากตอนเด็กๆ อย่างสิ้นเชิงเลยจ้ะ
อีกเรื่องหนึ่งที่ย่าอยากจะแชร์ให้ฟัง คือเรื่องของ "ที่นอน" จ้ะ
สมัยก่อนเราอาจจะชอบให้นอนเบียดกัน นอนเตียงเดียวกันเพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัย แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจบอกว่า เด็กที่เริ่มนอนห้องตัวเองหรือนอนแยกเตียงตั้งแต่อายุประมาณ 4 ถึง 9 เดือน มักจะนอนได้นานกว่าเด็กที่นอนห้องเดียวกับพ่อแม่นะจ๊ะ
ผลลัพธ์นี้ยังเห็นได้ชัดแม้กระทั่งตอนที่เด็กโตขึ้นเป็น 2 ขวบครึ่งเลยล่ะ เพราะการนอนที่ต่อเนื่องมันส่งผลดีต่อพัฒนาการสมองของเขาจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ย่าไม่ได้จะบอกว่าต้องแยกห้องทันทีนะจ๊ะ การนอนห้องเดียวกันก็ทำได้จ้ะ แต่อยากให้ลูกลองพิจารณาดูว่า ถ้าลูกตั้งใจจะฝึกลูกนอนจริงๆ การให้เขานอนแยกออกมาอาจจะช่วยให้การฝึกนั้นสำเร็จได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าเขานอนอยู่ข้างๆ เราเนี่ย ใจเราเองนั่นแหละที่จะไม่ยอมให้เขาได้ฝึก
แล้วอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะจ๊ะลูก
พ่อแม่ที่ได้พักผ่อนเพียงพอ จะมีพลังใจและพลังกายในการดูแลลูกได้ดีกว่าเยอะเลย การที่ลูกนอนดีขึ้น ไม่ได้ช่วยแค่ลูกนะ แต่มันช่วยให้พ่อแม่ได้มีเวลาพักผ่อน ได้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วย
การเลี้ยงลูกไม่มีสูตรสำเร็จที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคนหรอกจ้ะ วิธีที่ใช้ได้ผลกับบ้านหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับอีกบ้านหนึ่งก็ได้
ค่อยๆ เรียนรู้ไปนะจ๊ะ ค่อยๆ สังเกตลูก และที่สำคัญที่สุดคือ ฟังเสียงหัวใจของตัวเองด้วย ถ้าวิธีไหนที่ทำแล้วลูกยังโอเค และพ่อแม่ก็ยังรู้สึกสบายใจ นั่นแหละคือทางที่เหมาะกับครอบครัวของลูกที่สุดจ้ะ
สัปดาห์แรกที่ลูกมาอยู่บ้านอาจไม่ใช่ภาพสวยงามเหมือนในหนัง แต่มันคือพายุของความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิดที่พ่อแม่มือใหม่ทุกคนต้องเจอ
โดย สมชาย (Somchai)