
สัญชาตญาณของพ่อแม่เวลาลูกมีเรื่องกับเพื่อนคือการตามหา "ตัวการ" แต่งานวิจัยบอกว่าการกลั่นแกล้งเกิดจากพลวัตเชิงลบของกลุ่มทั้งกลุ่ม ทำความเข้าใจกลไกนี้คือก้าวแรกของการช่วยลูก ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่ถูกกระทำ คนที่ร่วมล้อ หรือคนที่ยืนดูเงียบๆ
ทบทวนล่าสุด 1 ก.ย. 2569
ฉันจำเด็กชายคนหนึ่งในห้องเรียนอนุบาลสมัยที่ยังเป็นครูได้ดีมากค่ะ ตอนที่เหลือเราสองคนอยู่กันในห้อง เขาเป็นเด็กที่อ่อนโยนที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฉันเคยดูแล เขาช่วยฉันเก็บของเล่นโดยที่ไม่ต้องเตือน นั่งประคองดินสอให้เพื่อนตัวเล็กที่ยังเขียนไม่ค่อยถนัด แต่พอกระดิ่งเลิกเรียนดังและสนามหน้าห้องเริ่มวุ่นวาย ฉันกลับเคยเห็นเด็กชายคนเดิมหัวเราะฮาไปกับฝูงที่กำลังล้อชื่อเด็กอีกคน จนเจ้าตัวเล็กต้องวิ่งหนีไปซุกมุมตึก วันนั้นฉันยืนอึ้งอยู่พักหนึ่ง เพราะไม่เข้าใจว่าเด็กคนเดียวกันนี้ ทำไมถึงเป็นคนละคนกันได้ขนาดนั้น
คำถามนั้นตามฉันมาหลายปี จนกระทั่งเมื่อโตเป็นแม่ลูกสองและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของนักจิตวิทยาเด็กชาวเดนมาร์ก เขาเปิดเล่มด้วยประโยคที่เหมือนพูดกับคำถามค้างคาในใจฉันโดยตรงเลยค่ะ เขาบอกว่าพ่อแม่ทุกคนคงเคยรู้สึกเช่นนั้น ที่ลูกชายหรือลูกสาวของเราทำตัวต่างไปจนแทบจำไม่ได้เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน จากเมื่ออยู่กับผู้ใหญ่ตามลำพัง โดยเฉพาะเมื่อเขาเข้าวัยรุ่น อิทธิพลของกลุ่มเพื่อนจะยิ่งเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ฉันอ่านแล้วถอนหายใจยาว เพราะนั่นแปลว่าสิ่งที่ฉันเห็นหน้าสนามหญ้าวันนั้น ไม่ใช่เรื่องของเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของเด็กๆ ทั้งหมด
หนังสือเล่มนี้อธิบายว่า เด็กยุคใหม่คือเด็กของกลุ่มค่ะ เขาเกิดมาในกลุ่มแรกของชีวิตคือครอบครัว แล้วค่อยๆ ขยายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในโรงเรียนเด็กเล็ก สนามเด็กเล่น ห้องเรียน และแก๊งเพื่อนตามวัย การได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มจึงเป็นความต้องการพื้นฐานที่ลึกมากของเขา เด็กๆ อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นของที่นี่ที่นั่น เป็นตัวจริงของใครสักคน แต่ความต้องการนั้นเองก็มีด้านกลับ เมื่อการอยู่รอดทางสังคมของเด็กผูกอยู่กับการเป็นส่วนหนึ่งของฝูง แรงกดดันที่บีบให้เขาต้องเหมือนคนอื่น ต้องเห็นใจสิ่งเดียวกัน และต้องไม่แตกต่างจนเกินไป ก็จะแรงพอที่จะพาเด็กที่หัวใจดีให้ทำสิ่งที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองทำลงไปได้ อิทธิพลของกลุ่มต่อพัฒนาการทางสังคมของลูกจึงเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจก่อนที่จะตัดสินพฤติกรรมของเด็กคนใดคนหนึ่งค่ะ
นี่คือมุมที่ฉันคิดว่าพวกเราผู้ใหญ่มักมองข้ามกันมากที่สุดเวลาเกิดเรื่องการกลั่นแกล้งกันในกลุ่มเพื่อนนะคะ สัญชาตญาณแรกของเราคือการถามหาตัวการ อยากรู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม ใครเป็นเด็กเกเร แล้วก็จัดการกับเด็กคนนั้นให้จบๆ ไป เหมือนดึงหญ้าอีกต้นออกจากสวนแล้วคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเขียวชอุ่มเหมือนเดิม แต่สิ่งที่งานวิจัยและหนังสือเล่มนี้บอกตรงกันก็คือ เมื่อเกิดการกลั่นแกล้งขึ้นในกลุ่มเด็ก มันมาจากพลวัตทางสังคมเชิงลบของกลุ่มนั้นทั้งกลุ่มเป็นหลัก ไม่ใช่ความชั่วส่วนตัวของเด็กคนใดคนหนึ่ง ตัวเลขที่ผู้เขียนยกมาก็สะเทือนใจไม่น้อย มีเด็กและเยาวชนราวเจ็ดถึงสิบเปอร์เซ็นต์ที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งในลักษณะนี้ ซึ่งถ้าคิดเป็นห้องเรียนที่ลูกเรานั่งอยู่ตอนนี้ นั่นแปลว่ามีเด็กอย่างน้อยสองสามคนในทุกๆ ห้องที่ชีวิตทางสังคมของเขากำลังสะดุดอยู่
ฉันเคยคิดว่าถ้าลูกเป็นเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งหรือเป็นเด็กที่ทำร้ายเพื่อน ปัญหาต้องมาจากบ้านเป็นแน่ ความเชื่อแบบนี้ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวค่ะ หนังสือเล่มเดียวกันชี้ให้เห็นว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งแสดงสัญญาณว่าไม่เป็นสุข คำถามที่ผู้ใหญ่ถามกันเกือบทั้งหมดมักเป็นเรื่องพื้นเพของเขา เรื่องการเลี้ยงดูที่บ้าน แต่คำถามพวกนั้นไม่ได้ครอบคลุมชีวิตทั้งหมดของเด็ก เพราะเรายังต้องถามต่อว่าเขาเจออะไรมาบ้างในโรงเรียน เขาเล่าเรื่องกลุ่มเพื่อนในห้องอย่างไร บรรยากาศของกลุ่มที่เขาอยู่ทุกวันเป็นแบบไหน ฟังดูง่ายแต่ทำยากจริงๆ นะคะ เพราะการยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่ระบบความสัมพันธ์ทั้งระบบ ไม่ใช่ที่ตัวใครตัวเดียว หมายถึงเราต้องกลับไปมองห้องเรียนทั้งห้อง มองแก๊งทั้งแก๊ง และยอมรับว่าการดึงเด็กคนหนึ่งออกไปลงโทษแล้วจบ มันแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น

เสียงร้องไห้ของลูกหน้าห้องเรียนวันแรก ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำร้ายลูก แต่คือหลักฐานว่าบ้านคือความปลอดภัยที่เขาผูกพันแน่นหนา และการเปิดโลกใบที่สองให้เขาคือก้าวธรรมชาติของการเติบโต
โดย ทีม DekHygge · คัญญา เขียน

สิ่งที่ทำให้พลวัตของกลุ่มแรงกว่าที่เราคิด ก็คือเด็กๆ ทุกคนในนั้นต่างมีบทบาทของตัวเอง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามค่ะ เด็กที่หัวเราะตามตอนที่เพื่อนถูกล้อ เด็กที่เงียบและมองเฉยๆ เด็กที่หันหน้าหนีเพราะกลัวจะเป็นคนถัดไป ทุกคนส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า การกลั่นแกล้งครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากกลุ่ม ยิ่งมีคนหัวเราะร่วมมากขึ้นเท่าไหร่ คนที่เริ่มเรื่องก็ยิ่งได้แรงสนับสนุนมากขึ้นเท่านั้น และเด็กที่ยืนดูเงียบๆ เองก็จะเรียนรู้ว่าในโลกใบนี้ การทำร้ายใครสักคนต่อหน้าคนหมู่มากเป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่มีใครหยุด บทเรียนเงียบๆ แบบนี้แหละค่ะที่อันตรายที่สุด เพราะมันซึมลงไปในความเข้าใจของเด็กทั้งห้อง ไม่ใช่แค่เด็กที่ถูกรังแกคนเดียว
อีกด้านหนึ่งที่หนังสือเล่าไว้และทำให้ฉันใจหายก็คือ การกลั่นแกล้งมักเกาะไปกับความต่างนะคะ ไม่ว่าความต่างนั้นจะเป็นเพศ รูปลักษณ์ พื้นเพ หรือสิ่งที่กลุ่มตีตราขึ้นมาเองในวันนั้น กลุ่มเด็กๆ มีวิธีสร้างความเป็นเราโดยการชี้ว่าใครคือเขา และเส้นแบ่งนี้เลื่อนไหวได้ง่ายมาก เด็กที่เมื่อวานยังอยู่ข้างใน วันนี้อาจตกไปอยู่ข้างนอกเพียงเพราะพูดผิดประโยคเดียว นั่นคือเหตุผลที่ความเหงาของเด็กที่ถูกกีดกันไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ ผู้ใหญ่อย่างเรามักคิดว่าเหงาบ้างก็เป็นเรื่องปกติของชีวิต ซึ่งจริงอยู่ว่าใครๆ ก็เคยเหงา แต่การถูกถอนออกจากกลุ่มทั้งวันทั้งสัปดาห์โดยไม่มีทางเลือก มันต่างจากการเหงาตามวัยมาก โดยเฉพาะเด็กที่ย้ายบ้านย้ายโรงเรียนมาใหม่ ที่ยังไม่ทันจะมีสายใยกับใครเลย การถูกกีดกันตั้งแต่แรกเข้าอาจกลายเป็นบาดแผลที่ตามมาอีกนาน
แล้วพ่อแม่อย่างเราจะเริ่มจากตรงไหนได้บ้าง ฉันไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มีสองสามอย่างที่อยากเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ของครูและจากสิ่งที่อ่านมานะคะ อย่างแรกคือการเปลี่ยนคำถามของเราเอง เมื่อลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนมา ลองอดใจถามเรื่องระบบของกลุ่มให้มากกว่าเรื่องตัวบุคคล ว่าวันนี้ใครเล่นกับใคร ใครถูกทิ้งไว้ข้างนอก ห้องเรียนรู้สึกเป็นอย่างไร เพราะเรื่องเล่าเหล่านี้จะบอกอะไรเราได้มากกว่าคำว่าใครผิดใครถูก อย่างที่สองคือถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง การคุยกับครูผู้ดูแลเรื่องบรรยากาศของกลุ่มทั้งกลุ่มมักได้ผลกว่าการขอให้จัดการกับเด็กคนใดคนหนึ่ง ครูที่ดีรู้ดีว่าต้องขยับทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ย้ายโต๊ะคนเดียว
อย่างที่สามซึ่งใกล้ตัวลูกที่สุดค่ะ คือการช่วยให้ลูกมีเพื่อนแท้อย่างน้อยหนึ่งคน หนังสือเล่มนี้เขียนไว้น่าฟังมากว่า มิตรภาพของเด็กๆ ให้กับเขามากกว่าความสนุกที่ได้เล่นด้วยกัน เพราะเด็กได้ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าจากการที่มีคนอื่นชอบเขา ผู้ใหญ่อย่างเรามักมองว่าลูกเล่นกับเพื่อนได้ดีเป็นแค่ภาพน่ารักๆ แต่มันคือเกราะชั้นในสุดของเขาจริงๆ เราเคยเล่ากันไว้แล้วว่ามิตรภาพของลูกช่วยสร้างตัวตนของเขาได้ไม่แพ้การเลี้ยงดูที่บ้าน เด็กที่มีเพื่อนแท้แม้เพียงคนเดียวมักทนพายุของกลุ่มได้ดีกว่าเด็กที่ยืนอยู่ตัวเดียวโดยสิ้นเชิง
แต่ถ้าสักวันลูกกลับบ้านมาแล้วเขาคืออีกฝ่ายหนึ่งของเรื่อง คือหนึ่งในกลุ่มที่รังแกเพื่อนล่ะคะ ฉันอยากให้เราใจเย็นที่สุดก่อน เพราะการตีตราว่าลูกเป็นเด็กเลวจะปิดประตูบทสนทนาทั้งหมดทันที สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือถามถึงกลุ่มก่อนที่จะพิพากษาตัวเด็ก ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับทุกคน ลูกรู้สึกอย่างไรที่ไปกับฝูง และถ้าเลือกใหม่ได้ลูกจะทำอะไรต่างไป เด็กที่ได้คิดในบริบทของกลุ่มจะเห็นทางเลือกของตัวเองชัดกว่าเด็กที่ถูกตำหนิว่าชั่วแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อฉันนะคะ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้ชั่ว เขาแค่ยังเรียนรู้ว่าตัวเองกล้าต่างจากฝูงได้แค่ไหน
กลับไปที่เด็กชายคนนั้นในความทรงจำของฉันนะคะ หลายปีต่อมาฉันยังเชื่อว่าเขาเป็นเด็กดีเสมอมา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเข้าใจของฉันเอง เราไม่ได้เลี้ยงลูกทีละคนอยู่ตามลำพัง เราเลี้ยงเขาท่ามกลางกระแสน้ำของกลุ่มที่บางวันก็พาเขาไปในทางที่ดีงาม และบางวันก็พาเขาไปในทางที่พวกเราผู้ใหญ่เองยังต้องหวาดหวั่น หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การเฝ้าระแวงว่าลูกจะกลายเป็นเด็กเกเรหรือเป็นเหยื่อ แต่คือการช่วยกันดูแลน้ำให้ไหลเอื่อยพอที่เด็กทุกตัวเล็กจะว่ายอยู่ในนั้นได้อย่างปลอดภัย ทั้งคนที่รุ่นเรือนร่วมและคนที่ยังหลงทางอยู่ข้างหลังค่ะ
วิศวกรอย่างผมเคยเชื่อว่าตารางที่ดีต้องเต็มร้อย จนงานวิจัยการเลี้ยงลูกทำให้เห็นว่า ช่องว่างที่ดูเหมือนเสียเปล่าในวัยเด็ก คือพื้นที่ฝึกจินตนาการ มิตรภาพ และการคิดเองของลูก
โดย ทีม DekHygge · พิชัย เขียน